ประวัติและความเป็นมา

ที่มาและความสำคัญ

เป๊ปซี่นั้น ในปี ค.ศ. 1898 คิดค้นขึ้นมาเพื่อใช้เป็นยาในร้านขายยาของนาย คาเลบ แบรดแฮม (Caleb D. Bradham) เภสัชกรจากเมืองนิวเบิร์น รัฐนอร์ทแคโรไลนา คาเลบ แบรดแฮม รู้ว่าเพื่อเป็นการเรียกลูกค้าให้กลับมาใช้บริการร้านขายยาของเขาอีก เขาจะต้องทำให้ร้านขายยากลายเป็นแหล่งนัดพบกัน ในตอนเปลี่ยนเข้าศตวรรษใหม่เขาทำอย่างที่เภสัชกรหลายๆ ทำ คือมีตู้น้ำโซดาในร้านขายยา ซึ่งเขาบริการเครื่องดื่มแก่ลูกค้าด้วยน้ำโซดาที่เขาปรุงขึ้นเองโดยเป็นส่วนผสมของ น้ำคาร์บอเนต ผลโคล่า วานิลลา และน้ำมันหอมสกัด ลูกค้าของเขาพากันเรียกเครื่องดื่มนี้โดยใช้ชื่อว่าเครื่องดื่มคาร์บอเนต ใช้เครื่องหมายการค้าครั้งแรกว่า “แบรดส์ ดริงค์” (Brad’s Drink) เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม และในปี ค.ศ. 1902 นายแบรดแฮม ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าภายใต้ชื่อ “เป๊ปซี่-โคล่า” (Pepsi-Cola) [2][3]

ต่อมาในปี ค.ศ. 1903 ต่อมามีการจำหน่ายและขายผลิตภันฑ์ของเป๊ปซี่ โดยยังคงความเป็นต้นตำรับและคุณสมบัติการช่วยย่อยอาหาร จึงได้มีการจัดทำโฆษณาเครื่องดื่มว่า “สดชื่น มีชีวิตชีวา และช่วยในการย่อยอาหาร” ตามเจตนารมณ์เดิม หลังจากที่ได้มีการว่าจำหน่ายมาประมาณ 2 ปี ในปี ค.ศ. 1905 ได้มีการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงโลโก้ใหม่จากการก่อตั้งครั้งแรกในปี ค.ศ. 1898 โรงงานบรรจุขวด คาเลบได้เปลี่ยนชื่อเป็น เป๊ปซี่-โคล่า สาขาแรกได้ก่อก่อตั้งในเมืองชาร์ล็อตและเดอร์แฮม รัฐนอร์ทแคโรไลนา 8 ปีต่อมาเป๊ปซี่เปลี่ยนโลโก้ใหม่อีกครั้ง ในปี ค.ศ. 1906 ซึ่งนับเป็นโลโก้แบบที่ 3 และเปลี่ยนแปลงข้อความโฆษณา “The Original Pure Food Drink” โดยในปีนั้นเป๊ปซี่มีโรงงานบรรจุขวดแล้วทั้งหมด 15 โรงงานทั่วสหรัฐอเมริกา โดยเครื่องหมายการค้าของเป๊ปซี่ได้รับการจดทะเบียนเพิ่มในในประเทศแคนาดา โดยมียอดจำหน่ายมากถึง 38,605 แกลลอน และในปีต่อมาได่มีการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเป๊ปซี่ ในประเทศเม็กซิโก ในปี ค.ศ. 1907 และมีการเปลี่ยนมาใช้ข้อความที่ว่า “รสชาติเยี่ยมและมีประโยชน์ต่อสุขภาพ” (อังกฤษ: “Delicious and healthful”) โดยมีการใช้ข้อความนี้มาต่อเนื่องยาวนานถึง 2 ทศวรรษ

และได้โฆษณาเครื่องดื่มชนิดใหม่ของเขานี้ต่อลูกค้าที่ชื่นชอบ เมื่อยอดขายของเป๊ปซี่-โคล่าเริ่มเพิ่มขึ้นเขาจึงเริ่มตั้งบริษัทและทำการตลาดให้กับเครื่องดื่มใหม่ของเขา จนในปี 1902 เขาเริ่มดำเนินกิจการบริษัทเป๊ปซี่-โคลา ในห้องด้านหลังร้านขายยา เขาจดสิทธิบัตรเครื่องหมายการค้าและได้รับมอบสิทธิบัตรเมื่อ 16 มิถุนายน 1903 ในตอนแรกเขาผสมเครื่องดื่มด้วยตัวเองและจำหน่ายผ่านตู้กดน้ำ แต่ในไม่ช้าคาเลบเริ่มรู้ตัวว่ามีโอกาสอันดีรออยู่ -นั่นคือการบรรจุขวดเป๊ปซี่-โคล่า เพื่อที่ว่าทุกๆ คนในวงกว้างจะได้สามารถลิ้มรสเครื่องดื่มของเขาได้

บุคลิกคุณลักษณะ

ความท้าทายของเป๊ปซี่

ปรากฏการณ์ทางธุรกิจที่น่าจดจำเกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1960 ถึงยุค 70 นักธุรกิจ สื่อ และ ผู้บริโภคสังเกตได้ว่าเป๊ปซี่เริ่มมาแรง และเริ่มตีตลาดเครื่องดื่มซอฟท์ดริงค์ โคคา-โคล่า ด้วยความสำเร็จ สื่อตั้งชื่อการแข่งขันนี้ว่า สงครามโคล่า และมันก็ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อวงการอุตสาหกรรมเครื่องดื่มซอฟท์ดริงค์ ในปี ค.ศ. 1965 เปลี่ยนโลโก้จากรูปฝาขวดเป็นสัญลักษณ์ที่เรียบง่ายขึ้น

ตลอดยุค 70 เป๊ปซี่ยังคงก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง ขวดบรรจุขนาดใหญ่ได้รับการแนะนำออกสู่ตลาด อย่างเช่นขวด 32 ออนซ์ และ 64 ออนซ์ หลังจากนั้นขนาดบรรจุขนาดครอบครัวก็ทำให้ใช้งานได้ง่ายยิ่งขึ้น ซึ่งต้องขอบคุณขวดพลาสติกที่มีน้ำหนักเบา นำไปรีไซเคิลได้ และด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย พลาสติกก็มีน้ำหนักเบาและแข็งแรงยิ่งกว่าแก้ว ในปี 1970 บริษัทย้ายสำนักงานใหญ่จากนิวยอร์กไปยัง เพอร์เชส นิวยอร์ก เมื่อผู้บริโภคเปลี่ยน และเป๊ปซี่เปลี่ยน และ Pepsi Generation ยังคงดำเนินไปได้อย่างถูกจังหวะเวลา ไดเอทเป๊ปซี่ ยังคงเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โฆษณาของ เมาเทนดิว ก็แพร่ภาพทางโทรทัศน์ไปทั่วประเทศเป็นครั้งแรก ในต่างประเทศ ประมาณ 15 ปีให้หลังที่รองประธานาธิบดี นิกสัน และนายกรัฐมนตรี ครุสชอฟ ของโซเวียตได้เยี่ยมชมตู้จำหน่ายเป๊ปซี่-โคล่า ที่งานแสดงสินค้า American Exposition เป๊ปซี่กลายมาเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคอันดับแรกของอเมริกาที่มีการผลิตในสหภาพโซเวียต ระหว่างครึ่งทศวรรษของ Pepsi Challenge มีการทำกลยุทธ์ทางการตลาดนานาชาติ เมื่อผู้บริโภคได้ทดลองดื่มแล้วและยืนยันว่าผู้คนจำนวนมากชื่นชอบรสชาติของเป๊ปซี่มากกว่าโค้ก แคมเปญ Pepsi Challenge ทำให้เรื่องจริงกลายเป็นโฆษณา ด้วยการบันทึกภาพการทดลองดื่มเป๊ปซี่และโค้ก แคมเปญนี้สร้างประวัติศาสตร์ทางการตลาด และช่วยให้เป๊ปซี่ได้รับส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้น ในปี 1976 อย่างไม่เคยมีมาก่อน เป๊ปซี่-โคล่า กลายเป็นเครื่องดื่มซอฟท์ดริงค์ที่มียอดขายมากที่สุดในซูเปอร์มาร์เก็ตในอเมริกา ในตอนต้นของ 1980s เป๊ปซี่เป็นอันดับหนึ่งในด้านของการขายสินค้าซื้อกลับบ้าน (ร้านขายของชำ และร้านสะดวกซื้อ) ตลาดของการลดน้ำหนักเติบโตขึ้น และไดเอทเป๊ปซี่ก็เจริญเติบโตด้วย เช่นกันกับ เมาเท่นดิว ที่ทะยานตัวขึ้นด้วยแคมเปญโฆษณา Give Me a Dew

ป๊ปซี่ฮิตติดชาร์ต

ในปี 1984 แทบจะไม่มีใครสังเกตว่า Pepsi Generation ได้ฉลองครบรอบปีที่ 20 แต่กลับสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการโฆษณา ซึ่งในครั้งนี้ดนตรีป๊อปได้เข้ามารับบทเด่น ด้วย Pepsi. The Choice of a New Generation และอีกครั้งที่ส่งให้เป๊ปซี่เป็นผู้นำแถวหน้าในวัฒนธรรมร่วมสมัย ในก้าวแรก แคมเปญ New Generation เป็นการปะทะกันระหว่างสุดยอดเอ็นเตอร์เทนเนอร์แห่งยุค ไมเคิล แจ๊คสัน และ บิลลี จีน นำแสดงในโฆษณาชุดของ เป๊ปซี่-โคลา เป็นการรวมเอาโลกของธุรกิจและความบันเทิงเข้าไว้ในวิถีทางที่ไม่มีใครเห็นมาก่อน

เส้นทางความสำเร็จของเป๊ปซี่ จากโฆษณา Pepsi Generation ถึง Pepsi Challenge และสู่ New Generation ส่งผลกระทบไปทั่ว โคคา-โคล่า ซึ่งเป็นคู่แข่งที่ใหญ่ที่สุดของ Pepsi-Cola พยายามหนีจากการเจริญเติบโตของเป๊ปซี่ จนได้ละทิ้งสูตรส่วนผสมเดิมๆ ที่ล้าสมัยของโค้ก และปรับเปลี่ยนให้รสชาติใกล้เคียงกับเป๊ปซี่ยิ่งขึ้น แต่อย่างไรก็ดีผู้บริโภคให้การปฏิเสธอย่างรวดเร็ว จนโคคา-โคล่าต้องกลับมาสู่ผลิตภัณฑ์เดิมภายใต้ชื่อ โคคา-โคล่า คลาสสิก ประธานเป๊ปซี่ โรเจอร์ เอ็นริโค ประกาศชัยชนะในสงครามโคล่า และให้รางวัลแก่พนักงานของเป๊ปซี่ด้วยการประกาศวันหยุดเพิ่มเติมตลอดช่วงยุค 80 ดารา ซูเปอร์สตาร์ มากมายได้เข้ามาร่วมงานกับเป๊ปซี่ รวมทั้งนักร้องเพลงป๊อปอย่าง ไลโอเนล ริชชี่, ทีน่า เทอร์เนอร์, เดวิด โบวี่, เกล็น เฟรย์ และ กลอเรีย เอสตาฟาน และนักกีฬาชื่อดัง โจ มอนทานา และ แดน มาริโน ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งรองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นผู้หญิงคนแรก เจอรัลดีน เฟอร์ราโร ก็นำแสดงในสปอตโฆษณา ไดเอทเป๊ปซี่ ด้วย ไมเคิล เจ. ฟ็อกซ์ ก็ได้ฝากฝีมือยอดเยี่ยมไว้ในภาพยนตร์โฆษณาชุดของ เป๊ปซี่ และ ไดเอทเป๊ปซี่ ไมเคิล แจ๊คสัน กลับมานำแสดงในภาพยนตร์โฆษณาอลังการ และเป๊ปซี่ได้ขึ้นไปบนกระสวยอวกาศซึ่งออกแบบเป็นพิเศษ กระป๋องอวกาศ เมื่อเป๊ปซี่ขยายฐานผู้บริโภคออกไปด้วยการโฆษณา การขยายไปนานาชาติก็ดำเนินต่อไป เป๊ปซี่เปิดตลาดใหม่ๆ ด้วยการกระจายไปยังประเทศจีน ในตอนกลางของทศวรรษมีโรงงานเป๊ปซี่มากกว่า 600 โรงใน 148 ประเทศทั่วโลก

ประเภทธุรกิจ

เริ่มสร้างธุรกิจ

ธุรกิจเป๊ปซี่-โคลาเริ่มต้นด้วยโฆษณาภายใต้แนวคิดว่า สดชื่น มีชีวิตชีวา ช่วยย่อยอาหาร ทำให้ในปี 1903 คาเลบขายเครื่องดื่มของเขาได้ 7,968 แกลลอน และในอีกสองปีต่อมาเขาได้ขยายการบรรจุขวดเป๊ปซี่-โคล่าออกไปอีก 2 สาขาให้กับนักลงทุนอิสระในเมือง ชาร์ล็อต และ เดอร์แฮม นอร์ธคาโรไลนา ในปี 1906 ได้สาขาขยายเพิ่มขึ้นอีกเป็น 15 สาขา และเพิ่มก้าวกระโดดไปเป็น 40 สาขาในปี 1907 จนกระทั่งในตอนปลายปี 1910 มีสาขาของเป๊ปซี่-โคลาตั้งอยู่ใน 24 รัฐ และขายเครื่องดื่มได้กว่า 100,000 แกลลอนต่อปี คาเลบประสบความสำเร็จในธุรกิจเป็นอย่างมาก ด้วยผู้บรรจุขวดเป๊ปซี่-โคลา นักลงทุน และการตั้งกองทุนที่มั่นคงเพื่อการขยายองค์กร นับเป็นการวางรากฐานของกิจการ เป๊ปซี่-โคล่า นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาจนถึงวันนี้

ในปี ค.ศ. 1920 เป๊ปซี่ได้รับการนำออกสู่ตลาดด้วยแนวคิด “ดื่มเป๊ปซี่ โคล่า แล้วคุณจะพอใจ (“Drink Pepsi Cola. It will satisfy you.”) [2] เมื่อราคาน้ำตาลในตลาดหุ้นนิวยอร์ก พุ่งขึ้นสูงถึง 26 เซ็นต์ต่อปอนด์ แบรดแฮม ก็ได้ลงทุนซื้อน้ำตาลเพื่อเก็บไว้เป็นจำนวนมาก ในขณะที่ราคาพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ และพอถึงช่วงปลายปี เมื่อความต้องการน้ำตาลลดลงราคาก็ตกลงอย่างมากจนเหลือเพียงแค่ 2 เซ็นต์ต่อปอนด์เท่านั้น

ในปี ค.ศ. 1923 บริษัทเป๊ปซี่-โคล่า ถึงคราวต้องประกาศล้มละลาย และต้องขายสินทรัพย์ให้แก่บริษัท คราเวน โฮลดิ้ง คอร์เปอเรชั่น ในนอร์ธ คาโรไลน่า เป็นจำนวนเงิน 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ รอย ซี. เม็กการ์เกล (Roy C. Megargel) นายหน้าค้าหุ้นจากตลาดหุ้น วอลล์ สตรีท ได้ซื้อเครื่องหมายการค้า, ธุรกิจ รวมถึงความนิยมที่ได้สร้างสมมา จาก คราเวน โฮลดิ้ง คอร์เปอเรชั่น เป็นจำนวนเงิน 35,000 ดอลลาร์สหรัฐ และก่อตั้งเป็นบริษัทเป๊ปซี่-โคล่า คอร์เปอเรชั่น ในปี ค.ศ. 1932 จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศ อาร์เจนติน่า แล้วเริ่มออกจำหน่ายผลิตภัณฑ์ขนาดบรรจุขวด 12 ออนซ์ ในราคา 5 เซนต์ ซึ่งเป็นราคาเดียวกับเครื่องดื่มของคู่แข่งในขนาด 6 ออนซ์ ในปี ค.ศ. 1934[2]

ในปี ค.ศ. 1939 การ์ตูนสั้น “เป๊ปซี่ และ พีท” (Pepsi & Pete) [4] ซึ่งตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์ ได้ริเริ่มนิยามว่า “ได้สองเท่า เพียงจ่ายแค่ห้าเซ็นต์” (“Twice as much for a nickel”) เพื่อเพิ่มทำให้เป๊ปซี่เป็นที่รู้จักในหมู่ผู้บริโภคมากขึ้นในด้านคุณค่า[2] แล้วในปีต่อมาได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเป๊ปซี่ ในประเทศเม็กซิโก เมื่อปี ค.ศ. 1940

กลุ่มเป้าหมาย

Pepsi ได้วางกลยุทธ์ทางการตลาดโดยวางภาพลักษณ์สินค้าเป็นเครื่องดื่มที่แสดงถึงวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ ทันสมัย ทั้งนี้เพื่อตอบสนองคนรุ่นใหม่ที่ต้องการความแปลกใหม่อยู่เสมอ ทำให้เกิดแคมเปญ และผลิตภัณฑ์ใหม่ๆของ Pepsi อาทิเช่น แคมเปญ “Generation Next” ที่ตอบสนองคนรุ่นใหม่ที่ต้องการความก้าวล้ำสู่อนาคต ท้าทายความแปลกใหม่ และแบบแผนในอดีตด้วยความคิดสร้างสรรค์

peepsi สร้างประวัติศาสตร์ครั้งใหญ่อีกครั้งด้วยการจัดทำเว็บไซต์บันเทิงบนโลกอินเทอร์เน็ต ในนาม “Pepsi World” จนเป็นเว็บไซต์ยอดฮิตของเหล่าคนรุ่นใหม่

Pepsi  โฆษณาตนเองหลากหลายช่องทางมากขึ้น และเพื่อเพิ่มการเข้าถึงและจูงใจผู้บริโภค โดยทำการเลือกใช้พรีเซนเตอร์ที่มีชื่อเสียงในโฆษณาสื่อถึงภาพลักษณ์ของคนรุ่นใหม่ นอกจากนี้ Pepsi ทำการออกรสชาติที่หลากหลายตอบสนองทุกๆความต้องการของคนรุ่นใหม่ ผลิตภัณฑ์ Pepsi ให้รสชาติของความสดชื่นในทุกเวลา

ผู้คนรู้จัก Pepsi ผ่านทั้งทางสื่อวิทยุ โทรทัศน์ อินเทอร์เน็ต และ ตู้เครื่องดื่ม โดยการโฆษณาและการตลาดที่เหนือชั้นของ Pepsi ทำให้ Pepsi เป็นแบรนด์ได้รับการกล่าวขานจวบจนปัจจุบัน

คู่แข่ง

คำว่า “คู่แข่ง” เป็นสิ่งที่ท้าทายมากในโลกของธุรกิจ แบรนด์สินค้าทุกอย่างล้วนแล้วแต่หากลยุทธ์ในการชนะคู่แข่งให้ได้ แต่ในความเป็นจริงการแข่งขันย่อมมีทั้ง แพ้ ชนะ และ เสมอ เมื่อไม่แพ้หรือชนะก็ต้อง “เสมอ” นั่นเอง
กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : โดยอาจารย์กฤษณนัยย์ พิรยารังสรรค์
ปัจจัยหลักที่ทำให้แบรนด์สินค้าเสมอกัน คือ ความสามารถในการทดแทนกันได้ เป็นต้นว่า เหตุการณ์ในร้านอาหาร
ลูกค้า “น้องโค้กขวดดิ”
พนักงานร้าน “โค้กหมดพี่เป๊ปซี่ได้ไหม”
ลูกค้า “ได้น้องเป๊ปซี่มาขวดนึง” เป็นต้น
เป๊ปซี่กับโค้กเป็นสิ่งที่ทดแทนกันได้ แม้บางคนจะชอบเป๊ปซี่มากกว่า เพราะบอกว่าโค้กหวาน หรือชอบโค้กมากกว่าเพราะเป๊ปซี่ซ่าเกินไป บ้างก็ไม่เห็นความต่างของทั้งคู่
แม้ว่าโค้กจะอ้างว่าครองส่วนแบ่งในโลกมากกว่าเป๊ปซี่ แต่ในเอเชียรวมถึงประเทศไทย ดูเหมือนว่าเป๊ปซี่จะดูหล่อกว่าโค้ก
นอกจากเรื่องรสชาติแล้ว สองบริษัทนี้พยายามงัดกลยุทธ์มาสู้รบกันอย่างเมามัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ โปรโมชั่น ราคา แพ็คเกจจิ้ง สินค้าพรีเมียม การตลาด และ โฆษณา ถ้าเปรียบเทียบเป็นการรบแบบโบราณ สองค่ายนี้ก็แทบจะงัดตำราซุนวูมาใช้เกือบหมดทุกหน้าเลยทีเดียว
แม้แต่การออกแบบโลโก้ตามหลักฮวงจุ้ย ก็ถูกนำมาใช้ในการสู้รบของทั้งสองค่าย
ในช่วงปลายทศวรรษที่ 19 โค้กและเป๊ปซี่ก็ถือกำเนิดขึ้น เป๊ปซี่ผลิตโดย นายคาเลบ แบรดแฮม เภสัชกรจากเมือง นิวเบิร์น รัฐ แคโลไรนา ส่วนโค้กคิดค้นสูตรโดยทหารสหรัฐอเมริกาที่มีชื่อว่านายจอห์น เพมเบอร์ตัน
ภาพลักษณ์ของโค้กและเป๊ปซี่มีความแตกต่างกันอย่างมาก โค้กดูเหมือนแบรนด์สินค้าที่คลาสสิก ส่วนเป๊ปซี่ดูจะทันสมัยและซาบซ่า
เป๊ปซี่ใช้พรีเซ็นเตอร์ที่มีชื่อเสียง ดารา นักร้อง ศิลปิน นักกีฬา เพื่อให้เข้าคอนเซปต์ “เป๊ปซี่ รสชาติของคนรุ่นใหม่” ส่วนโค้กใช้ความคลาสสิกของรสชาติมาเป็นจุดแข็ง
ความคลาสสิกของโค้ก อยู่ที่ “สูตรลับ” ในการผลิต ด้วยความที่กลัวสูตรลับของเครื่องดื่มโค้กแพร่งพรายออกไป ทางบริษัทและผู้ที่รู้สูตรลับซึ่งมีไม่กี่คน ใช้ชื่อส่วนผสมว่า “7x” โดยที่ไม่มีใครรู้ว่า X คืออะไร เป็นความลับมาจวบจนทุกวันนี้
เรื่องของการตั้งชื่อดูเหมือนว่าโค้กจะชนะเป๊ปซี่ เพราะตั้งชื่อได้ตามกฎของการตั้งชื่อ โค้กออกเสียงพยางค์เดียว มีตัวอักษรไม่เกิน 4 ตัวอักษร ทั้งออกเสียงสั้น ง่ายต่อการเรียก มีผลทำให้คนติดปากกับชื่อโค้กได้ง่ายกว่า
ส่วนการออกแบบโลโก้เป๊ปซี่กินโค้กขาดเช่นกัน การออกแบบโลโก้ของเป๊ปซี่มีลักษณะคล้ายกับ หยิน หยาง โดยมีวงกลมสีขาวล้อมรอบ สีแดง (ธาตุไฟ) กับสีน้ำเงิน (ธาตุน้ำ) สองธาตุนี้สร้าง “ความสมดุล” ถูกต้องตามหลักฮวงจุ้ยเป็นอย่างยิ่ง
เรื่องของฮวงจุ้ย อาจจะเป็นเหตุผลที่โค้กได้รับความนิยมทั่วโลกยกเว้นเอเชีย เพราะว่าโค้กใช้หลักการตั้งชื่อแบรนด์แบบสากล มีส่วนทำให้ได้รับความนิยมแบบสากล
ส่วนการออกแบบโลโก้ของเป๊ปซี่ ที่มีลักษณะคล้ายกับ หยินหยาง ทำให้เป๊ปซี่ได้รับความนิยมในย่านเอเชีย เพราะโลโก้ของเป๊ปซี่เต็มเปี่ยมไปด้วย “ความเชื่อ” ตามหลักฮวงจุ้ย เอเชียก็เป็นต้นกำเนิดในความเชื่ออยู่แล้ว

สินค้า

                        images (1)

1170328991

8851952301125_8

                      

 

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s